| เพาเวอร์ซัพพลาย 450 วัตต์รุ่นนี้ เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการ เพาเวอร์ซัพพลาย ที่มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการทำงานหนักได้อย่างไม่มีปัญหา ขณะเดียวกันก็เหมาะสำหรับนักเล่นเกม ที่ต้องการประหยัดงบประมาณ และยังคงได้ประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับ เพาเวอร์ซัพพลาย รุ่นใหญ่ | |||||
คุณสมบัติ
| |||||
วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ข้อดี-ข้อเสียของเพาเวอร์ซัพพลาย
Power Supply -
450W
วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555
อาการเสียของเพาเวอร์ซัพพลาย
อาการ
เปิดติดแต่ไม่บู๊ต
หมาย
ถึงเปิดแล้ว พัดลมของ เพาเวอร์ซัพพลาย หมุน แต่เครื่องไม่บู๊ต เป็นไปได้ว่า
เพาเวอร์ซัพพลาย ไม่สามารถจ่ายไฟให้คอมพิวเตอร์ หรือจ่ายไฟได้ไม่พอ
กรณีนี้ เพาเวอร์ซัพพลาย อาจจะไม่เสีย
แต่จ่ายไฟได้ไม่พอกับกำลังที่คอมพิวเตอร์ต้องการ
อุปกรณ์บางตัวในคอมพิวเตอร์ไม่ทำงาน
อุปกรณ์
บางตัวไม่ทำงาน เช่น ฮาร์ดดิสก์ ซีดีรอม การ์ดจอ ไม่ทำงาน สาเหตุอาจเกิดจาก
เพาเวอร์ซัพพลาย ไม่จ่ายไฟให้อุปกรณ์เหล่านั้นก็ได้ ตรวจสอบให้ก่อน
อุปกรณ์อาจไม่เสีย แต่ที่เสียคือ เพาเวอร์ซัพพลาย
คอมดับพอเปิดสักพักก็ดับ พอเปิดอีกก็ดับไม่ได้ต้องถอดปลั๊กออก...แล้วเสียบใหม่ก็เปิดได้..แต่ก็ดับ
ตาม
หลักการ เมื่อระบบเริ่มทำงาน ระบบระบายความร้อน ยังไม่ทำงานเต็มระบบนัก
จึงยังคงใช้พลังงานไฟฟ้าไม่มาก ต่อเมื่อทำงานไปได้สักระยะหนึ่ง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ.
1. ความร้อนสะสมที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวแปรที่ทำให้ระบบ สั่งงานให้พัดลมระบายความร้อน ทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะ ชุดระบายความร้อนของ CPU , การ์ดจอภาพ ( ถ้ามี ) , ในชุด Power Supply เอง
ดังนั้นต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น
เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกดึงไปใช้ในการระบายความร้อน และ
กำลังไฟที่เหลือไม่เพียงพอต่อการจ่ายให้กับอุปกรณ์อื่น เช่น Mainboard เป็นต้น.
2. ความ
ร้อนสะสมที่เกิดขึ้นไม่สามารถระบายออกไปได้ทัน
เนื่องจากระบบระบายความร้อนด้อยประสิทธิภาพ หรือ
ไม่มีระบบระบายความร้อนที่พอเพียง ระบบจะป้องกันตัวเอง
เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อระบบ โดยการหยุดการทำงาน หรือ
ตัดการจ่ายไฟเข้าระบบ
ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ระบบจะหยุดการทำงาน มักจะเกิดอาการ Hang หรือ เครื่องดับไปเฉยๆ โดยที่ หลอดไฟ LED ที่แสดงสถานะไฟฟ้า หน้าเครื่อง ยังติดสว่างอยู่ หรือ ดับไป แต่ หลอดไฟ LED ที่แสดงสถานะ Standby บน Mainboard ยังคงติดสว่างอยู่
สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย
สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย

เพาเวอร์ซัพพลาย หรือเรียกว่า Swiching Power Supply เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างมากต่ออุปกรณ์เกือบทุกตัวในระบบคอมพิวเตอร์
เพราะถ้าไม่มีแหล่งจ่ายพลังงานให้อุปกรณ์ต่างๆ ก็จะไม่สามารถทำงานได้ ที่สำคัญในหลักปฏิบัติพื้นฐานของช่างคอมพิวเตอร์, ช่างซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า
และอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นตรวจสอบที่ภาคจ่ายไฟ หรือเพาเวอร์ซัพพลายนี้ก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะไปตรวจเช็ตในส่วนอื่นๆ ต่อไป
สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ ทั่วๆไปนั้นจะใช้วงจรคล้ายๆกันแต่จะใช้อุปกรณ์ต่างคุณภาพกันตามแต่ราคา
เราจะมาเปิดดูวงจรภายในกันว่าเป็นอย่างไร แต่ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าไม่สามารถอธิบายวงจรแนวอ้างอิงทางวิชาการได้ เนื่องจากข้าน้อยด้อยด้วยปัญญา
แต่จะใช้วิธีชี้จุดเสียแบบแนวบ้านๆ นะครับ.
ดูตำแหน่งขาของคอนเน็คเตอร์ ATX Power Supply Pinout
อ่านเรื่อง สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายเบื้องต้นที่นี่ http://www.cpe.ku.ac.th/~yuen/204471/power/switching_regulator/
Block Diagram ของ สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย

ตัวอย่างวงจร สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย

จากวงจรก็เริ่มจาก AC INPUT กันล่ะครับ บ้านเราก็ 220 โวลต์ เป็นกระแสสลับ ผ่านฟิวส์ F1 ผ่านวงจรฟิลเตอร์
วงจรฟิลเตอร์ ก็ประกอบด้วย C1,R1,T1,C4,T5,C2,C3 จากนั้นจะเข้าสู่วงจรเรียงกระแสแบบบริดส์ (Bridge Rectifier)
ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของตัว IC หรือแบบที่นำไดโอด 4 ตัวมาต่อกันให้เป็นวจรบริดจ์เรคติไฟเออร์ ซึ่งวงจรนี้ใช้ไดโอด 4 ตัวมาต่อกัน
ประกอบด้วย D21,D22,D23,D24 มีใช้กันหลายเบอร์เช่น 1N5408 ออกมาเป็นไฟกระแสตรงกรองให้เรียบด้วย C5,C6
C5,C6 จะเป็น C อีเล็คโตรไลต์ ตัวสูงๆใหญ่ๆน่ะแหละครับ จะมีใช้กันตั้งแต่ 220uF 200V ไปจนถึง 1000uF 200V ยิ่งมากก็ยิ่งดี
Vdc=1.414 x Vrms
Vdc=1.414 x 220
Vdc=311 V.
แต่ในวงจรใช้ C5,C6 แบ่งคนละครึ่ง ได้แรงดันตกคร่อม C5,C6 ตัวละ 311 /2 ประมาณ 155 โวลต์ C5,C6 จึงใช้แค่ 200V
ส่วนปัญหาที่มักจะเกิดกับวงจรส่วนนี้ก็เป็นที่รู้กันล่ะครับ ว่าฟิวส์ขาด ฟิวส์ระเบิด สาเหตุก็ไฟตก ไฟกระชาก ฟ้าผ่า
หรือวงจรในส่วนอื่นช็อต และบางครั้งเกิดจากความโง่ของตัวเราเองโดยปรับ SW1 ไปอยู่ที่ตำแหน่ง 115V
บางคนเห็นว่าฟิวส์ขาดคิดว่ากินหมูใส่ฟิวส์ตัวใหม่เข้าไปปราดุกว่าระเบิดอีกครั้งครับ สมน่ำหน้า
การเช็ควงจรในส่วนนี้ต้องเช็คให้หมด ไดโอดบริดส์อาจจะช็อตได้ ส่วนมากมักไปเป็นคู่ D21กับ D23 หรือ D22 กับ D24
SW1 ไปอยู่ที่ตำแหน่งที่ถูกต้อง C5,C6 ต้องไม่มีลักษณะระเบิดหรือบวมปูด เรืองของ C5,C6 หากบวมปูด เปลี่ยนตัวใหม่แล้ว
เปิดได้สักพักหากบวมอีกแม้ปรับ SW1 ไปอยู่ที่ตำแหน่งที่ถูกต้องแล้วก็ตามนั้นต้องเช็คอะไรดีครับ ดูจากวงจรเองล่ะกัน อิอิ.
R2,R3 จะมีใช้กันหลายค่า เช่น 150K ,220K ,330K,560K
<<< - - - - - - - 14 กันยายน 2551 วันนี้คงต้องจบแค่นี้ก่อน ไว้ตอนหน้าจะพาไปดูวงจรในส่วนอื่นกัน โปรดติดตามตอนต่อไป. - - - - - - -->>>
26 กันยายน 2551
เรื่อง สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายในคอมพิวเตอร์ ตอนที่ 2
วงจรสร้างไฟแสตนด์บาย วงจรในส่วนนี้มีความสำคัญมากเช่นกัน วงจรนี้สร้างไฟไปเลี้ยงวงจรทางด้านเอ้าพุตของตัวเองแล้ว ยังไปกลี้ยงวงจรแสตนด์บายของเมนบอร์ดอีกด้วย คือขา 5VSB และ /PS_ON
ตัวอย่างวงจรสร้างไฟแสตนด์บาย

จากวงจรตัวอย่าง R55 เป็น R สตาร์ต ชอบขาดกันนักกันหนา 220K
Q12 เบอร์ C3457 สามารถใช้ เบอร์ อื่นแทนได้หลาย เบอร์ เลือกที่มีขายและราคาไม่แพงมาก เช่น 2SC5027
บางวงจรอาจใช้มอสเฟต 2N60 หากวงจรในส่วนนี้เสียก็จะไม่มีไฟ 5VSB และ /PS_ON
สงสัยก็ดูจากนี่นะ ดูตำแหน่งขาของคอนเน็คเตอร์ ATX Power Supply Pinout
Q12 เสียส่วนใหญ่ก็มีกตายหมู่มีตัวอื่นร่วมด้วยเช่น ZD2 9V มีใช้กันจนถึง 18V ในกรณีที่มีการระเบิดรุนแรงอาจมีวงจรทางฝั่งขาออกร่วมด้วย
เช่น D28 D30 เปลี่ยนตัวเสียหมดแล้วเปิดแล้วเสียอีกเป็นไปได้ที่หม้อแปลง T6 จะเสียแล้วก็เป็นได้
หากไม่ใช้คอมพิวเตอร์ก็ควรปิดสวิตซ์หรือดังปลั๊กออกเพราะวงจรส่วนนี้จะทำงานตลอดเวลาแม้ไม่ได้เปิดคอมพิวเตอร์
ทั้งนี้ก็เพื่อการประหยัดพลังงานลดภาวะโลกร้อน (ร้อนกันมากก็อยากร้อนด้วย) และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับ
เพาเวอร์ซัพพลายและเมนบอร์ดจ้า
แต่วงจรนี้จะไม่เห็นกันในเพาเวอร์ซัพพลายทั่วๆไป เพราะส่วนใหญ่จะมีวงจรควบคุมแรงดัน ไอซี431 และ Photocoupler
มาร่วมด้วยดังตัวอย่างรูปด้านล่างนี้เลยครับ.

คุณสมบัติของ PSX-1200
แรงดันอินพุต ......................................................180V-240VAC 50/60Hz
กำลังเอาต์พุต.......................................................1100W
กำลังเอาต์พุตชั่วขณะ (Peak)...................................1800W
แรงดันเอาต์พุตหลัก..............................................+/-45 ถึง +/-85V (ตามสั่ง)
แรงดันไฟย่อยชุดที่ 1............................................12VDC 1A แยกจากกราวด์หลัก
แรงดันไฟย่อยชุดที่ 2..............................................+/-15VDC 250mA กราวด์เดียวกันกับเอาต์พุตหลัก
ระบบป้องกัน......................................................... Over Current Protection
ขนาด กว้าง*ยาว*สูง ..............................................4 * 7 * 2 นิ้ว
จากคุณสมบัติของ PSX-1200 สามารถการจ่ายกำลังเอาต์พุตได้ถึง 1100 วัตต์ (การทดสอบจริงทำได้มากกว่านี้) นับว่าเพียงพอต่อการนำไปใช้กับเพาเวอร์แอมป์กำลังระดับ 300-400 วัตต์ต่อข้าง ส่วนกำลังเอาต์พุตค่า Peak นั้นเป็นกำลังสูงสุดของเครื่องก่อนที่ภาค Protection จะทำงานตั้งไว้สูงถึง 1800 วัตต์และมีการหน่วงเวลาอีกสักระยะก่อนที่จะหยุดการทำงานของเครื่อง เพราะว่าการใช้งานจริง กับเพาเวอร์แอมป์โหลดที่เป็นสัญญาณดนตรีนั้นมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาณที่รวด เร็วและใช้กำลังงานสูงในระยะเวลาสั้นๆ ดังนั้นการออกแบบภาค Protection จึงต้องมีการเผื่อในเรื่องนี้ด้วยไม่เช่นนั้นแล้วเพาเวอร์ซัพพลายจะตัดบ่อย จนเกินไปทั้งที่ยังสามารถจ่ายกำลังเอาต์พุตต่อไปได้ ระบบป้องกันของ PSX-1200 จะไม่ตัดบ่อยจนทำให้เกิดความรำคาญ นอกจากการนำไปใช้งานเกินกำลังงานเกินขีดความสามารถที่เครื่องจ่ายได้จริงๆ ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ เมื่อระบบป้องกันหยุดการทำงานแล้วต้อง Start-Up ขึ้นมาใหม่ได้ด้วย PSX-1200 จะเริ่มต้นStart-Upใหม่ภายในระยะเวลา 1-2 วินาที หลังจากที่ระบบ Protection ทำงาน แรงดันไฟย่อยมีให้ใช้งานถึง 2 ชุดชุดแรกคือ +12VDC 1A โดยกราวด์ของแรงดันชุดนี้จะลอยไว้อิสระไว้ หากนำแรงดันชุดนี้ใช้งานกับวงจรป้องกันลำโพงต้องต่อกราวด์ของแรงดันชุดนี้ กับกราวด์ของแหล่งจ่ายไฟหลักด้วย แรงดันเอาต์พุตชุดที่ 2 คือแรงดัน +/-15Vdc โดยใช้ไอซี Regulator รักษาแรงดันให้คงที่ระบบกราวด์ของแหล่งจ่ายไฟชุดนี้จะต่ออยู่กับกราวด์หลัก แล้ว เหมาะที่จะใช้งานร่วมกับวงจรบาลานซ์อินพุต
การออกแบบที่แตกต่าง
PSX-1200 เป็นสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายที่ออกแบบมาด้วยความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ ซ้ำกับที่มีในท้องตลาด เราเลือกใช้ ไอซีกำเนิดสัญญาณ PWM คุณภาพสูงจาก On Semiconductor เพื่อให้ได้ค่าความถี่สวิตชิ่งที่เที่ยงตรงและสัญญาณ PWM ที่มีคุณภาพใช้ความถี่สวิตชิ่งสูงถึง 100Khz ในส่วนของ Converter เลือกใช้แบบ Full Bridge ทำให้จ่ายกำลังงานได้สูง วิธีการStart-Up ที่ไม่ต้องอาศัยแหล่งจ่ายไฟชุดเล็กและระบบป้องกัน เราออกแบบด้วยเทคโนโลยีและวิธีการที่คิดค้นขึ้นมาเองทำให้ใช้อุปกรณ์ลดลง โอกาสการทำงานผิดพลาดหรือเกิดความเสียหายจึงลดน้อยลงด้วย ขนาดของ PSX-1200 มีเพียง 7*4 นิ้ว สามารถใช้ PSX-1200 จำนวน 2 เครื่อง บรรจุลงในแท่นเครื่องเดียวกันได้โดยไม่ทำให้สูญเสียพื้นที่

รูปที่2 วงจรควบคุมอยู่ด้านล่างหม้อแปลงสวิตชิ่ง
ค่าแรงดันที่เหมาะสมกับกำลังเอาต์พุตของเพาเวอร์แอมป์
เรื่องของแรงดันไฟเลี้ยงและกำลังเอาต์พุตของเพาเวอร์แอมป์จะมีความสัมพันธ์ กันอย่างแนบแน่น โดยปกติวิธีคำนวณที่เป็นทฤษฎีจะคิดที่แหล่งจ่ายไฟแบบอุดมคติ คือแรงดันไม่มีการกระเพื่อมหรือตก ซึ่งในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะยิ่งแหล่งจ่ายไฟจ่ากำลังเอาต์พุตไปมากเท่าไหร่แรงดันเอาต์พุตก็จะตกมาก เป็นเงาตามตัว จากตารางที่1เป็นแนวทางการกำหนดแรงดันแหล่งจ่ายไฟในทางปฏิบัติสำหรับ PSX-1200 เพื่อให้ได้กำลังเอาต์พุตของเพาเวอร์แอมป์ตามต้องการ ตัวเลขกำลังเอาต์พุตจะเป็นค่าโดยประมาณ
ตารางที่1 ค่าแรงดันที่เหมาะสมกับกำลังเอาต์พุตโดยประมาณ เมื่อใช้งานร่วมกับ PSX-1200

หมายเหตุ
* ไม่เหมาะสมสำหรับการใช้งานแบบ Stereo 2 ข้างพร้อมกัน แต่ใช้งานแบบ Monoได้
** ไม่เหมาะสมที่จะใช้ PSX-1200 เพราะกำลังเอาต์พุตสูงเกินไป
การทดสอบ
มาถึงการทดสอบที่หลายคนอยากจะเห็นกันขออนุญาตทำการทดสอบแบบลูกทุ่งๆ เพื่อหากำลังเอาต์พุต และ ทดสอบระบบป้องกัน เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ก็เป็นเครื่องมือพื้นฐานทั่วๆไปรูปด้านล่างเป็น บล็อกไดอะแกรมการทดสอบเพื่อหากำลังเอาต์พุตของ PSX-1200

รูปที่ 3 บล็อกไดอะแกรมการทดสอบหากำลังเอาต์พุต
ในรูปที่4 ดิจิตอลมัลติมิเตอร์ด้านซ้ายมือ (ตัวสีเหลือง)ใช้สำหรับวัดค่ากระแส และมัลติมิเตอร์ด้านขวา (ตัวสีเทา) สำหรับวัดแรงดันเอาต์พุต ดังรูปที่4 ขณะทดสอบโดยยังไม่มีการจ่ายแรงดันให้กับโหลดแรงดันเอาต์พุตจะอยู่ที่ 171.6V หรือเป็นค่าแรงดันเอาต์พุตของสวิตชิ่งตัวนี้ประมาณ +/-85V

รูปที่ 4 แรงดันเอาต์พุตขณะไม่มีโหลด
การทดสอบหากำลังเอาต์พุต
ในขั้นตอนทดสอบหากำลังเอาต์พุตจะใช้โหลดเท่าที่พอหาได้ง่ายที่เห็นนิยมกันก็ เช่นเตารีด-กระทะไฟฟ้า ที่เหมาะสมก็คือเป็นอุปกรณ์ทำความร้อน และหลอดไฟแบบไส้ ผมก็ขอยืมเทคนิคนี้มาใช้ด้วยแล้วกันนะครับ เอาเป็นว่ามีอะไรก็จับมาต่อขนานกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆให้ค่าความต้านทานลดลง เพื่อดูขีดความสามารถของสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายตัวนี้ ในรูปที่5 จากการทดลองต่อโหลดจนทำให้ได้กระแสที่ 8.57Aแรงดันจะตกเหลือเพียง 138.1V หรือ +/-69V หากคิดเป็นกำลังเอาต์พุตได้ถึง 1183.5W การทดสอบโหลดต่อเนื่องแบบนี้เป็นอันตรายต่อสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายและมี ความร้อนสูงจึงต้องมีพัดลมระบายอากาศ แต่การนำไปใช้งานกับเครื่องขยายเสียงนั้นการดึงกระแสของโหลดเป็นสัญญาณดนตรี จะไม่ต่อเนื่องเหมือนการทดลองโหลดแบบนี้ การระบายความร้อนหากมีอากาศไหลผ่านแผ่นระบายความร้อนอยู่แล้วอาจไม่จำเป็น ต้องติดพัดลมเพิ่มก็ได้

รูปที่5 กระแสและแรงดันเอาต์พุต
การทดสอบระบบป้องกัน
จากรูปที่ 6 การทดสอบจะใช้ปากคีบลัดวงจรที่เอาต์พุตหลักแล้วทำการเสียบปลั๊กจ่ายไฟ 220VAC เข้าไป เครื่องจะพยาม Start-Up แต่ไม่สามารถทำงานได้ จะสังเกตเห็น LED แสดง สถานะ การทำงานกระพริบเป็นจังหวะ เมื่อถอดปากคีบออกมาเครื่องจะ Start-Up กลับมาทำงานจ่ายแรงดันเอาต์พุตได้ตามปกติดังรูปที่ 7

รูปที่6 ทดสอบลัดวงจรที่เอาต์พุต

เพาเวอร์ซัพพลาย หรือเรียกว่า Swiching Power Supply เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างมากต่ออุปกรณ์เกือบทุกตัวในระบบคอมพิวเตอร์
เพราะถ้าไม่มีแหล่งจ่ายพลังงานให้อุปกรณ์ต่างๆ ก็จะไม่สามารถทำงานได้ ที่สำคัญในหลักปฏิบัติพื้นฐานของช่างคอมพิวเตอร์, ช่างซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า
และอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นตรวจสอบที่ภาคจ่ายไฟ หรือเพาเวอร์ซัพพลายนี้ก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะไปตรวจเช็ตในส่วนอื่นๆ ต่อไป
สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ ทั่วๆไปนั้นจะใช้วงจรคล้ายๆกันแต่จะใช้อุปกรณ์ต่างคุณภาพกันตามแต่ราคา
เราจะมาเปิดดูวงจรภายในกันว่าเป็นอย่างไร แต่ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าไม่สามารถอธิบายวงจรแนวอ้างอิงทางวิชาการได้ เนื่องจากข้าน้อยด้อยด้วยปัญญา
แต่จะใช้วิธีชี้จุดเสียแบบแนวบ้านๆ นะครับ.
ดูตำแหน่งขาของคอนเน็คเตอร์ ATX Power Supply Pinout
อ่านเรื่อง สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายเบื้องต้นที่นี่ http://www.cpe.ku.ac.th/~yuen/204471/power/switching_regulator/
Block Diagram ของ สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย
ตัวอย่างวงจร สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลาย
จากวงจรก็เริ่มจาก AC INPUT กันล่ะครับ บ้านเราก็ 220 โวลต์ เป็นกระแสสลับ ผ่านฟิวส์ F1 ผ่านวงจรฟิลเตอร์
วงจรฟิลเตอร์ ก็ประกอบด้วย C1,R1,T1,C4,T5,C2,C3 จากนั้นจะเข้าสู่วงจรเรียงกระแสแบบบริดส์ (Bridge Rectifier)
ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของตัว IC หรือแบบที่นำไดโอด 4 ตัวมาต่อกันให้เป็นวจรบริดจ์เรคติไฟเออร์ ซึ่งวงจรนี้ใช้ไดโอด 4 ตัวมาต่อกัน
ประกอบด้วย D21,D22,D23,D24 มีใช้กันหลายเบอร์เช่น 1N5408 ออกมาเป็นไฟกระแสตรงกรองให้เรียบด้วย C5,C6
C5,C6 จะเป็น C อีเล็คโตรไลต์ ตัวสูงๆใหญ่ๆน่ะแหละครับ จะมีใช้กันตั้งแต่ 220uF 200V ไปจนถึง 1000uF 200V ยิ่งมากก็ยิ่งดี
Vdc=1.414 x Vrms
Vdc=1.414 x 220
Vdc=311 V.
แต่ในวงจรใช้ C5,C6 แบ่งคนละครึ่ง ได้แรงดันตกคร่อม C5,C6 ตัวละ 311 /2 ประมาณ 155 โวลต์ C5,C6 จึงใช้แค่ 200V
ส่วนปัญหาที่มักจะเกิดกับวงจรส่วนนี้ก็เป็นที่รู้กันล่ะครับ ว่าฟิวส์ขาด ฟิวส์ระเบิด สาเหตุก็ไฟตก ไฟกระชาก ฟ้าผ่า
หรือวงจรในส่วนอื่นช็อต และบางครั้งเกิดจากความโง่ของตัวเราเองโดยปรับ SW1 ไปอยู่ที่ตำแหน่ง 115V
บางคนเห็นว่าฟิวส์ขาดคิดว่ากินหมูใส่ฟิวส์ตัวใหม่เข้าไปปราดุกว่าระเบิดอีกครั้งครับ สมน่ำหน้า
การเช็ควงจรในส่วนนี้ต้องเช็คให้หมด ไดโอดบริดส์อาจจะช็อตได้ ส่วนมากมักไปเป็นคู่ D21กับ D23 หรือ D22 กับ D24
SW1 ไปอยู่ที่ตำแหน่งที่ถูกต้อง C5,C6 ต้องไม่มีลักษณะระเบิดหรือบวมปูด เรืองของ C5,C6 หากบวมปูด เปลี่ยนตัวใหม่แล้ว
เปิดได้สักพักหากบวมอีกแม้ปรับ SW1 ไปอยู่ที่ตำแหน่งที่ถูกต้องแล้วก็ตามนั้นต้องเช็คอะไรดีครับ ดูจากวงจรเองล่ะกัน อิอิ.
R2,R3 จะมีใช้กันหลายค่า เช่น 150K ,220K ,330K,560K
<<< - - - - - - - 14 กันยายน 2551 วันนี้คงต้องจบแค่นี้ก่อน ไว้ตอนหน้าจะพาไปดูวงจรในส่วนอื่นกัน โปรดติดตามตอนต่อไป. - - - - - - -->>>
26 กันยายน 2551
เรื่อง สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายในคอมพิวเตอร์ ตอนที่ 2
วงจรสร้างไฟแสตนด์บาย วงจรในส่วนนี้มีความสำคัญมากเช่นกัน วงจรนี้สร้างไฟไปเลี้ยงวงจรทางด้านเอ้าพุตของตัวเองแล้ว ยังไปกลี้ยงวงจรแสตนด์บายของเมนบอร์ดอีกด้วย คือขา 5VSB และ /PS_ON
ตัวอย่างวงจรสร้างไฟแสตนด์บาย
จากวงจรตัวอย่าง R55 เป็น R สตาร์ต ชอบขาดกันนักกันหนา 220K
W มีใช้กัน จนถึง 2MWQ12 เบอร์ C3457 สามารถใช้ เบอร์ อื่นแทนได้หลาย เบอร์ เลือกที่มีขายและราคาไม่แพงมาก เช่น 2SC5027
บางวงจรอาจใช้มอสเฟต 2N60 หากวงจรในส่วนนี้เสียก็จะไม่มีไฟ 5VSB และ /PS_ON
สงสัยก็ดูจากนี่นะ ดูตำแหน่งขาของคอนเน็คเตอร์ ATX Power Supply Pinout
Q12 เสียส่วนใหญ่ก็มีกตายหมู่มีตัวอื่นร่วมด้วยเช่น ZD2 9V มีใช้กันจนถึง 18V ในกรณีที่มีการระเบิดรุนแรงอาจมีวงจรทางฝั่งขาออกร่วมด้วย
เช่น D28 D30 เปลี่ยนตัวเสียหมดแล้วเปิดแล้วเสียอีกเป็นไปได้ที่หม้อแปลง T6 จะเสียแล้วก็เป็นได้
หากไม่ใช้คอมพิวเตอร์ก็ควรปิดสวิตซ์หรือดังปลั๊กออกเพราะวงจรส่วนนี้จะทำงานตลอดเวลาแม้ไม่ได้เปิดคอมพิวเตอร์
ทั้งนี้ก็เพื่อการประหยัดพลังงานลดภาวะโลกร้อน (ร้อนกันมากก็อยากร้อนด้วย) และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับ
เพาเวอร์ซัพพลายและเมนบอร์ดจ้า
แต่วงจรนี้จะไม่เห็นกันในเพาเวอร์ซัพพลายทั่วๆไป เพราะส่วนใหญ่จะมีวงจรควบคุมแรงดัน ไอซี431 และ Photocoupler
มาร่วมด้วยดังตัวอย่างรูปด้านล่างนี้เลยครับ.
คุณสมบัติของ PSX-1200
แรงดันอินพุต ......................................................180V-240VAC 50/60Hz
กำลังเอาต์พุต.......................................................1100W
กำลังเอาต์พุตชั่วขณะ (Peak)...................................1800W
แรงดันเอาต์พุตหลัก..............................................+/-45 ถึง +/-85V (ตามสั่ง)
แรงดันไฟย่อยชุดที่ 1............................................12VDC 1A แยกจากกราวด์หลัก
แรงดันไฟย่อยชุดที่ 2..............................................+/-15VDC 250mA กราวด์เดียวกันกับเอาต์พุตหลัก
ระบบป้องกัน......................................................... Over Current Protection
ขนาด กว้าง*ยาว*สูง ..............................................4 * 7 * 2 นิ้ว
จากคุณสมบัติของ PSX-1200 สามารถการจ่ายกำลังเอาต์พุตได้ถึง 1100 วัตต์ (การทดสอบจริงทำได้มากกว่านี้) นับว่าเพียงพอต่อการนำไปใช้กับเพาเวอร์แอมป์กำลังระดับ 300-400 วัตต์ต่อข้าง ส่วนกำลังเอาต์พุตค่า Peak นั้นเป็นกำลังสูงสุดของเครื่องก่อนที่ภาค Protection จะทำงานตั้งไว้สูงถึง 1800 วัตต์และมีการหน่วงเวลาอีกสักระยะก่อนที่จะหยุดการทำงานของเครื่อง เพราะว่าการใช้งานจริง กับเพาเวอร์แอมป์โหลดที่เป็นสัญญาณดนตรีนั้นมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาณที่รวด เร็วและใช้กำลังงานสูงในระยะเวลาสั้นๆ ดังนั้นการออกแบบภาค Protection จึงต้องมีการเผื่อในเรื่องนี้ด้วยไม่เช่นนั้นแล้วเพาเวอร์ซัพพลายจะตัดบ่อย จนเกินไปทั้งที่ยังสามารถจ่ายกำลังเอาต์พุตต่อไปได้ ระบบป้องกันของ PSX-1200 จะไม่ตัดบ่อยจนทำให้เกิดความรำคาญ นอกจากการนำไปใช้งานเกินกำลังงานเกินขีดความสามารถที่เครื่องจ่ายได้จริงๆ ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ เมื่อระบบป้องกันหยุดการทำงานแล้วต้อง Start-Up ขึ้นมาใหม่ได้ด้วย PSX-1200 จะเริ่มต้นStart-Upใหม่ภายในระยะเวลา 1-2 วินาที หลังจากที่ระบบ Protection ทำงาน แรงดันไฟย่อยมีให้ใช้งานถึง 2 ชุดชุดแรกคือ +12VDC 1A โดยกราวด์ของแรงดันชุดนี้จะลอยไว้อิสระไว้ หากนำแรงดันชุดนี้ใช้งานกับวงจรป้องกันลำโพงต้องต่อกราวด์ของแรงดันชุดนี้ กับกราวด์ของแหล่งจ่ายไฟหลักด้วย แรงดันเอาต์พุตชุดที่ 2 คือแรงดัน +/-15Vdc โดยใช้ไอซี Regulator รักษาแรงดันให้คงที่ระบบกราวด์ของแหล่งจ่ายไฟชุดนี้จะต่ออยู่กับกราวด์หลัก แล้ว เหมาะที่จะใช้งานร่วมกับวงจรบาลานซ์อินพุต
การออกแบบที่แตกต่าง
PSX-1200 เป็นสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายที่ออกแบบมาด้วยความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ ซ้ำกับที่มีในท้องตลาด เราเลือกใช้ ไอซีกำเนิดสัญญาณ PWM คุณภาพสูงจาก On Semiconductor เพื่อให้ได้ค่าความถี่สวิตชิ่งที่เที่ยงตรงและสัญญาณ PWM ที่มีคุณภาพใช้ความถี่สวิตชิ่งสูงถึง 100Khz ในส่วนของ Converter เลือกใช้แบบ Full Bridge ทำให้จ่ายกำลังงานได้สูง วิธีการStart-Up ที่ไม่ต้องอาศัยแหล่งจ่ายไฟชุดเล็กและระบบป้องกัน เราออกแบบด้วยเทคโนโลยีและวิธีการที่คิดค้นขึ้นมาเองทำให้ใช้อุปกรณ์ลดลง โอกาสการทำงานผิดพลาดหรือเกิดความเสียหายจึงลดน้อยลงด้วย ขนาดของ PSX-1200 มีเพียง 7*4 นิ้ว สามารถใช้ PSX-1200 จำนวน 2 เครื่อง บรรจุลงในแท่นเครื่องเดียวกันได้โดยไม่ทำให้สูญเสียพื้นที่
ค่าแรงดันที่เหมาะสมกับกำลังเอาต์พุตของเพาเวอร์แอมป์
เรื่องของแรงดันไฟเลี้ยงและกำลังเอาต์พุตของเพาเวอร์แอมป์จะมีความสัมพันธ์ กันอย่างแนบแน่น โดยปกติวิธีคำนวณที่เป็นทฤษฎีจะคิดที่แหล่งจ่ายไฟแบบอุดมคติ คือแรงดันไม่มีการกระเพื่อมหรือตก ซึ่งในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะยิ่งแหล่งจ่ายไฟจ่ากำลังเอาต์พุตไปมากเท่าไหร่แรงดันเอาต์พุตก็จะตกมาก เป็นเงาตามตัว จากตารางที่1เป็นแนวทางการกำหนดแรงดันแหล่งจ่ายไฟในทางปฏิบัติสำหรับ PSX-1200 เพื่อให้ได้กำลังเอาต์พุตของเพาเวอร์แอมป์ตามต้องการ ตัวเลขกำลังเอาต์พุตจะเป็นค่าโดยประมาณ
หมายเหตุ
* ไม่เหมาะสมสำหรับการใช้งานแบบ Stereo 2 ข้างพร้อมกัน แต่ใช้งานแบบ Monoได้
** ไม่เหมาะสมที่จะใช้ PSX-1200 เพราะกำลังเอาต์พุตสูงเกินไป
การทดสอบ
มาถึงการทดสอบที่หลายคนอยากจะเห็นกันขออนุญาตทำการทดสอบแบบลูกทุ่งๆ เพื่อหากำลังเอาต์พุต และ ทดสอบระบบป้องกัน เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ก็เป็นเครื่องมือพื้นฐานทั่วๆไปรูปด้านล่างเป็น บล็อกไดอะแกรมการทดสอบเพื่อหากำลังเอาต์พุตของ PSX-1200
ในรูปที่4 ดิจิตอลมัลติมิเตอร์ด้านซ้ายมือ (ตัวสีเหลือง)ใช้สำหรับวัดค่ากระแส และมัลติมิเตอร์ด้านขวา (ตัวสีเทา) สำหรับวัดแรงดันเอาต์พุต ดังรูปที่4 ขณะทดสอบโดยยังไม่มีการจ่ายแรงดันให้กับโหลดแรงดันเอาต์พุตจะอยู่ที่ 171.6V หรือเป็นค่าแรงดันเอาต์พุตของสวิตชิ่งตัวนี้ประมาณ +/-85V
การทดสอบหากำลังเอาต์พุต
ในขั้นตอนทดสอบหากำลังเอาต์พุตจะใช้โหลดเท่าที่พอหาได้ง่ายที่เห็นนิยมกันก็ เช่นเตารีด-กระทะไฟฟ้า ที่เหมาะสมก็คือเป็นอุปกรณ์ทำความร้อน และหลอดไฟแบบไส้ ผมก็ขอยืมเทคนิคนี้มาใช้ด้วยแล้วกันนะครับ เอาเป็นว่ามีอะไรก็จับมาต่อขนานกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆให้ค่าความต้านทานลดลง เพื่อดูขีดความสามารถของสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายตัวนี้ ในรูปที่5 จากการทดลองต่อโหลดจนทำให้ได้กระแสที่ 8.57Aแรงดันจะตกเหลือเพียง 138.1V หรือ +/-69V หากคิดเป็นกำลังเอาต์พุตได้ถึง 1183.5W การทดสอบโหลดต่อเนื่องแบบนี้เป็นอันตรายต่อสวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายและมี ความร้อนสูงจึงต้องมีพัดลมระบายอากาศ แต่การนำไปใช้งานกับเครื่องขยายเสียงนั้นการดึงกระแสของโหลดเป็นสัญญาณดนตรี จะไม่ต่อเนื่องเหมือนการทดลองโหลดแบบนี้ การระบายความร้อนหากมีอากาศไหลผ่านแผ่นระบายความร้อนอยู่แล้วอาจไม่จำเป็น ต้องติดพัดลมเพิ่มก็ได้
การทดสอบระบบป้องกัน
จากรูปที่ 6 การทดสอบจะใช้ปากคีบลัดวงจรที่เอาต์พุตหลักแล้วทำการเสียบปลั๊กจ่ายไฟ 220VAC เข้าไป เครื่องจะพยาม Start-Up แต่ไม่สามารถทำงานได้ จะสังเกตเห็น LED แสดง สถานะ การทำงานกระพริบเป็นจังหวะ เมื่อถอดปากคีบออกมาเครื่องจะ Start-Up กลับมาทำงานจ่ายแรงดันเอาต์พุตได้ตามปกติดังรูปที่ 7
วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
เครื่องจ่ายไฟคอมพิวเตอร์
ส่วนต่างๆ
ของพาวเวอร์ซัพพลาย
- ไฟกระแสสลับขาเข้า (AC Input) พลังงานไฟฟ้าในส่วนนี้ จะมาจากปลั๊กไฟ โดยที่รู้แล้วว่าไฟที่ใช้กันอยู่จะเป็นไฟฟ้ากระแสสลับที่มีขนาดแรงดัน 220v ความถี่ 50 Hz เมื่อเสียบปลั๊กไฟกระแสไฟฟ้าก็จะวิ่งตามตัวนำเข้ามายังเครื่องใช้ไฟฟ้า
- ฟิวส์ (Fuse) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการป้องกันวงจรพาวเวอร์ซัพพลายทั้งหมดให้รอดพ้น อันตราย จากกระแสไฟแรงสูงที่เกิดขึ้นจากการถูกฟ้าผ่า หรือกระแสไฟฟ้าแรงสูงในรูปแบบต่างๆ โดยหากเกิดกระแสไฟฟ้าแรงสูงเกินกว่าที่ฟิวส์จะทนได้ ฟิวส์ตัวนี้ก็จะตัดในทันทีทันใด
- วงจรกรองแรงดัน วงจรกรองแรงดันนี้จะทำหน้าที่กรองแรงดันไฟไม่ว่าจะเป็นแบบกระแสสลับ หรือกระแสตรงก็ตาม ที่เข้ามาให้มีความบริสุทธิ์จริงๆ เพื่อป้องกันแรงดันไฟฟ้าที่ผิดปกติเช่นไฟกระชาก ซึ่งจะเป็นผลให้วงจรต่างๆ ในพาวเวอร์ซัพพลายเกิดความเสียหายขึ้นได้
- ภาคเรคติไฟเออร์ (Rectifier) หลังจากที่ไฟกระแสสลับ 220v ได้วิ่งผ่านฟิวส์ และวงจรกรองแรงดันเรียบร้อยแล้วก็จะตรงมายังภาคเรคติไฟเออร์ โดยหน้าที่ของเจ้าเรคติไฟเออร์ ก็คือ การแปลงไฟกระแสสลับ ให้มาเป็นไฟกระแสตรง ซึ่งก็ประกอบไปด้วย
- ตัวเก็บประจุ (Capacitor) จะทำหน้าที่ทำปรับให้แรงดันไฟกระแสตรงที่ออกมาจากบริดเรคติไฟเออร์ ให้เป็นไฟกระแสตรงที่เรียบจริงๆ
- ไดโอดบริดจ์เรคติไฟเออร์ (Bridge Rectifier) ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของตัว IC หรือแบบที่นำไดโอด 4 ตัวมาต่อกันให้เป็นวจรบริดจ์เรคติไฟเออร์
- วงจรสวิตชิ่ง (Switching) เป็นวงจรที่ใช้ในการทำงานร่วมกับวงจรควบคุม (Contrlo Circuit) เพื่อตรวจสอบว่าควรจะจ่ายแรงดันทั้งหมดให้กับระบบหรือไม่ โดยถ้าวงจรควบคุมส่งสัญญาณมาให้กับวงจรสวิตซิ่งว่าให้ทำงาน ก็จะเริ่มจ่ายแรงดันไฟฟ้าที่ได้จากภาคเรคติไฟเออร์ไปให้กับหม้อแปลงต่อไป
- หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) หม้อแปลงที่ใช้ในวงจรสวิตชิ่งซัพพลายจะเป็นหม้อแปลงที่มีหน้าที่ในการแปลงไฟ ที่ได้จากภาคสวิตชิ่ง ซึ่งก็รับแรงดันไฟมาจากภาคเรติไฟเออร์อีกต่อหนึ่ง โดยแรงดันไฟฟ้ากระแสงตรงที่มีค่าแรงดันสูงขนาดประมาณ 300 v ดังนั้นหม้อแปลงตัวนี้ก็จะทำหน้าที่ในการแปลงแรงดันไฟกระแสตรงสูงนี้ให้มี ระดับแรงดันที่ลดต่ำลงมา เพื่อที่จะสามารถใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ ก่อนที่จะส่งไปให้วงจรควบคุมแรงดันต่อไป
- วงจรควบคุมแรงดัน (Voltage Control) เป็นวงจรที่จะกำหนดค่าของแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงที่ได้รับมาจากหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อที่จะให้ได้ระดับแรงดันที่เหมาะสมกับอุปกรณ์ต่างๆ โดยค่าของระดับแรงดันไฟฟ้านี้ก็จะมีขนาด 5v และ 12v สำหรับพาวเวอร์ซัพพลายที่ใช้กับเมนบอร์ดแบบ AT แต่ถ้าเป็นพาวเวอร์ซัพพลายที่ใช้กับเมนบอร์ดที่เป็นแบบ ATX ก็จะต้องมีวงจรควบคุมแรงดันให้ออกมามีขนาด 3.3v เพิ่มอีกหนึ่ง (ซึ่งซีพียูรุ่นเก่าที่ใช้แรงดันไฟขนาด 3.3 v นี้ก็สามารถที่จะดึงแรงดันไฟในส่วนนี้ไปเลี้ยงซีพียูได้เลย)
- วงจรควบคุม เป็นวงจรที่ใช้ในการควบคุมวงจรสวิตชิ่ง ว่าจะให้ทำการจ่ายแรงดันไปให้กับหม้อแปลงหรือไม่ และแน่นอนว่าในส่วนนี้จะทำงานร่วมกับวงจรลอจิกที่อยู่บนเมนบอร์ด เมื่อวงจรลอจิกส่งสัญญาณกลับมาให้แก่วงจรควบคุม วงจรควบคุมก็จะสั่งการให้วงจรสวิตชิ่งทำงาน
ขั้วต่อต่าง ๆ
สายที่ต่อออกจากกล่องเพาเวอร์ซัพพลายจะมีลักษณะแตกต่างกันเพื่อใช้อุปกรณ์ต่าง
ๆ ดังนี้
"ขั้วต่อกับเมนบอร์ด"ขั้วที่ใช้ต่อเข้า กับเมนบอร์ดจะมีลักษณะที่ไม่เหมือนใคร เนื่องจากมีทั้งไฟเลี้ยงและสัญญาณมากมายจะต้องต่อเชื่อม
ในยุคเริ่มแรกหรือแบบที่เรียกว่า AT
จะมี 2 ขั้วต่อสำหรับเมนบอร์ดที่มักจะเรียกว่า
P8 กับ P9 ขั้วต่อเหล่านี้จะมีสายไม่มากนัก
เนื่องจากมีเพียงสัญญาณPower Good กับไฟ +5V , +12V ,
-12V และกราวด์เท่านั้น โดย +5V และกราวด์ จะมีหลายเส้นเนื่องจากจะต้องจ่ายกระแสไฟปริมาณมาก
ซึ่งสายไฟขนาดต่าง ๆจะมีความสามารถในการรองรับกระแสได้จำกัดดังที่ได้แสดงไว้ในตาราง
|
AWG
|
เส้นผ่านศูนย์กลาง
(มม.)
|
พื้นที่หน้าตัด
(ตารางมม.)
|
รับกระแสได้สูงสุดโดย
ประมาณ (แอมป์) |
|
16
|
1.29
|
1.31
|
19
|
|
18
|
1.02
|
0.82
|
15
|
|
20
|
0.81
|
0.52
|
10
|
|
22
|
0.644
|
0.33
|
8
|
ปกติแล้วสีของฉนวนหุ้มสายไฟก็จะแตกต่างกันไปเพื่อ แสดงให้เห็นว่าเป็นไฟต่างชนิดกันแต่ก็ไม่มีการกำหนดมาตรฐานที่แน่นอนไว้
ส่วนใหญ่แล้วจะใช้สีดำเป็นกราวด์ (0 โวลต์) และแดงเป็น +5V
ขั้วต่อของเพาเวอร์ซัพพลายแบบ ATX ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้ลดความเสี่ยงในการติดผิดได้ โดยใช้ขั้วต่อชุดเดียวที่มี 20 ขั้วต่อและเสียบสลับข้างไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีกำหนดขนาดของสายไว้ชัดเจนว่าจะต้องเป็น AWG 18 โดยสายไฟ 3.3Vที่เพิ่มขึ้นมาจะเป็นสีส้ม
นอกจากนี้ยังมีการกำหนดมาตรฐานสำหรับสายต่อเพิ่มเติมในกรณีของเพา เวอร์ซัพพลายที่ต้องจ่ายไฟมาก ๆ ให้มีสายเพิ่มอีก 1 ชุด เป็นเบอร์ AWG 16 จำนวน 6 ขั้วต่อ สำหรับ +3.3V 2 เส้น , +5V และกราวนด์อีก 3 เส้น ส่วน SFX และ WTX ก็จะมีเพิ่มเติมอีกต่าง ๆ กันออกไป
ขั้วต่อของเพาเวอร์ซัพพลายแบบ ATX ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้ลดความเสี่ยงในการติดผิดได้ โดยใช้ขั้วต่อชุดเดียวที่มี 20 ขั้วต่อและเสียบสลับข้างไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีกำหนดขนาดของสายไว้ชัดเจนว่าจะต้องเป็น AWG 18 โดยสายไฟ 3.3Vที่เพิ่มขึ้นมาจะเป็นสีส้ม
นอกจากนี้ยังมีการกำหนดมาตรฐานสำหรับสายต่อเพิ่มเติมในกรณีของเพา เวอร์ซัพพลายที่ต้องจ่ายไฟมาก ๆ ให้มีสายเพิ่มอีก 1 ชุด เป็นเบอร์ AWG 16 จำนวน 6 ขั้วต่อ สำหรับ +3.3V 2 เส้น , +5V และกราวนด์อีก 3 เส้น ส่วน SFX และ WTX ก็จะมีเพิ่มเติมอีกต่าง ๆ กันออกไป
"ขั้วต่อเมนบอร์ด Pentium 4" สำหรับเมนบอร์ดของ Pentium 4 พาวเวอร์ซัพพลายที่ใช้จะต้องมีขั้วต่อเพิ่มขึ้นมาอีกเป็นพิเศษ เพื่อจ่ายไฟที่เพิ่มมากขึ้นให้แก่
เมนบอร์ดได้ และต้องใช้แหล่งจ่ายไฟที่จ่ายกระแสได้สูงขึ้นด้วย ซึ่งขั้วต่อนี้ไม่มีอยู่ในแหล่งจ่ายไฟ
ATX รุ่นเดิม ๆ ดังนั้นเมนบอร์ดนี้จึงต้องใช้กับแหล่งจ่ไฟเฉพาะสำหรับ
Pentium 4 ด้วยเช่นกันดังรูป
"ขั้วต่อไดรว์ต่าง ๆ" ขั้ว ต่อดิสก์ไดรว์จะมีลักษณะที่ต่างจากขั้วต่อเมนบอร์ด
โดยมีอยู่ 2 ขนาดคือ ขนาดเล็กสำหรับฟล๊อปปี้ดิสก์
และขนาดใหญ่สำหรับอาร์ดดิสก์และไดรว์ซีดีรอม โดยทั้งหมดจะมีสาย 4 เส้นเหมือน ๆ กัน คือ ไฟ + 5V. + 12V กับกราวด์ 2
เส้น
สเป็คของเพาเวอร์ซัพพลาย
ถ้าสนใจที่จะศึกษาหรือเรียนรู้เพิ่มเติมไม่ ว่าเพื่อการเลือกซื้อหรือประโยชน์อื่น ก็ควรจะทราบว่ามีจุดใดบ้างที่จะต้องพิจารณาและมีความหมายว่าอย่างไร
ถ้าสนใจที่จะศึกษาหรือเรียนรู้เพิ่มเติมไม่ ว่าเพื่อการเลือกซื้อหรือประโยชน์อื่น ก็ควรจะทราบว่ามีจุดใดบ้างที่จะต้องพิจารณาและมีความหมายว่าอย่างไร
"สเป็คและรายละเอียดทางกายภาพ" ขนาดและรูปแบบของตัวเพาเวอร์ซัพพลายก็เป็นสิ่งสำคัญถ้าต้องการซื้อมาใช้ในเครื่องที่มี
อยู่แล้ว รูปแบบหรือ Form Factor ก็คือ พิจารณาว่าเป็น ATX , micro ATX หรือ ATธรรมดา (ถ้ายังต้องการใช้อยู่)
ขั้วต่อกับเมนบอร์ดก็เป็นส่วนสำคัญที่แบ่งแยกกันชัดเจนถึงรูปแบบ ซึ่งจะต้องขึ้นอยู่กับเมนบอร์ดที่ใช้ ได้แก่ AT , ATX , SFX , WTX เป็นต้น ส่วนขั้วต่อไดรว์ก็ต้องดูว่ามีขนาดเล็กจำนวนเพียงพอหรือไม่ ขนาดใหญ่มีเท่าไร ส่วนพัดลมก็มักจะไม่บอกว่าใช้ sleeve beating หรือ
ball bearing ส่วนทิศทางการเป่าลมก็มักจะไม่รู้จนกว่าจะทดลองเปิดดู แต่ที่เห็นแน่ ๆ ก็คือไม่ว่าขนาดใหญ่หรือเล็ก แรงดันก็มักจะเป็น 12 โวลต์ ส่วนความสามารถในการเป่าลมจะวัดเป็นCFM (Cubic Feet per Minute) คือ กี่ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที ซึ่งยิ่งมากก็ยิ่งดี
อยู่แล้ว รูปแบบหรือ Form Factor ก็คือ พิจารณาว่าเป็น ATX , micro ATX หรือ ATธรรมดา (ถ้ายังต้องการใช้อยู่)
ขั้วต่อกับเมนบอร์ดก็เป็นส่วนสำคัญที่แบ่งแยกกันชัดเจนถึงรูปแบบ ซึ่งจะต้องขึ้นอยู่กับเมนบอร์ดที่ใช้ ได้แก่ AT , ATX , SFX , WTX เป็นต้น ส่วนขั้วต่อไดรว์ก็ต้องดูว่ามีขนาดเล็กจำนวนเพียงพอหรือไม่ ขนาดใหญ่มีเท่าไร ส่วนพัดลมก็มักจะไม่บอกว่าใช้ sleeve beating หรือ
ball bearing ส่วนทิศทางการเป่าลมก็มักจะไม่รู้จนกว่าจะทดลองเปิดดู แต่ที่เห็นแน่ ๆ ก็คือไม่ว่าขนาดใหญ่หรือเล็ก แรงดันก็มักจะเป็น 12 โวลต์ ส่วนความสามารถในการเป่าลมจะวัดเป็นCFM (Cubic Feet per Minute) คือ กี่ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที ซึ่งยิ่งมากก็ยิ่งดี
"สเป็คเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมในการทำงาน" ได้แก่ อุณหภูมิที่สามารถทำงานได้ ซึ่งหมายถึง่วงอุณหภูมิภายนอกว่าต่ำสุดเท่าไรและสูงสุดเท่าไร
ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอุณหภูมิห้องของบ้านเรา (0-50°C)
ส่วนอุณหภูมิในการเก็บ (storage temperature) ก็คือ อุณหภูมิขณะที่ไม่ได้ใช้งาน ซึ่งมักจะเป็นช่วงกว้างกว่าอุณหภูมิที่ใช้งาน ความชื้น (humidity) ก็มักจะเป็นความชื้อสัมพัทธ์ระหว่าง 10-90% และความสูงของพื้นที่จากระดับน้ำทะเล (altitude) ก็มักจะเป็นตัวเลขทีไม่มีปัญหาแม้จะเอาเครื่องขึ้นไปบนยอดดอยอินทนนท์ก็ตาม
ส่วนอุณหภูมิในการเก็บ (storage temperature) ก็คือ อุณหภูมิขณะที่ไม่ได้ใช้งาน ซึ่งมักจะเป็นช่วงกว้างกว่าอุณหภูมิที่ใช้งาน ความชื้น (humidity) ก็มักจะเป็นความชื้อสัมพัทธ์ระหว่าง 10-90% และความสูงของพื้นที่จากระดับน้ำทะเล (altitude) ก็มักจะเป็นตัวเลขทีไม่มีปัญหาแม้จะเอาเครื่องขึ้นไปบนยอดดอยอินทนนท์ก็ตาม
"ช่วงแรงดันไฟฟ้าเข้าที่รับได้" เป็น
ตัวเลขที่สำคัญ โดยมากเวลาพูดถึงแรงดันไฟฟ้าที่ใช้ จะพูดถึงตัวเลขเฉลี่ยคือ
115โวลต์หรือ 230 โวลต์
แต่ช่วงแรงดันไฟที่รับได้จริง ๆ อาจจะอยู่ระหว่าง 85-135 โวลต์หรือ170-270
โวลต์ ซึ่งถ้าไฟบ้านไม่เกินไม่ตกมากจนเกินไปก็มักจะอยู่ในช่วงที่เพาเวอร์ซัพพลาย
เตรียมไว้ให้รับได้อยู่แล้ว ส่วนสำคัญก็คือ เลือกช่วงแรงดันได้หรือไม่ถ้าอาจจะมีการนำไปใช้ในประเทศอื่น
ๆ ในส่วนของความถี่ของไฟบ้านก็มักจะรับได้ทั้ง 50Hz และ 60Hz
อยู่แล้วโดยมี ช่วงอยู่ระหว่าง 48-62
Hz ตัวเลขสุดท้าย คือ Power Factor เป็นตัวเลขที่บอกให้เห็นประสิทธิภาพการแปลงแรงดันของเพาเวอร์ซัพพลายว่าใน
ขนาดกำลังไฟที่ใช้นั้นต้องการกำลังไฟมากน้อยเพียงใด โดยมากจะทำงานอยู่ที่
60-70% ซึ่งตัวเลขยิ่งสูงก็ยิ่งดี
"สเป็คเกี่ยวกับที่จ่ายไฟออก" สเป็คที่สำคัญที่สุดก็คือ
ไฟที่จ่ายออกมาจากเพาเวอร์ซัพพลายซึ่งแสดงให้เห็นการทำงานที่
ของมันว่า ทำได้ดีเพียงใด ตัวเลขหลักที่พูดถึงเสมอก็คือ สามารถจ่ายไฟได้สูงสุดเท่าใด (Output Rating) ในหน่วยเป็นวัตต์ ซึ่งเป็นตัวเลขคร่าว ๆ อาจไม่เพียงพอต่อการพิจารณาความสามารถ ในการจ่ายไฟจริงก็ได้ แท้ที่จริงแล้วจะต้องดูที่ความสามารถในการจ่ายกระแสได้สูงสุดสำหรับแต่ ละค่าแรงดันไฟฟ้าที่จ่ายออกมา และอาจจะต้องดูตัวเลขกำลังไฟฟ้ารวมของแรงดันไฟ +3.3V กับ +5V ว่ารวมแล้วไม่เกินกว่าเท่าใด เพราะมักจะมีผลกระทบต่อกัน (ขึ้นอยู่กับการออกแบบ) ตัวเลขการจ่ายไฟของไฟ + 12V ก็อาจจะมีแสดงทั้งตัวเลขขณะจ่ายไฟต่อเนื่องตามปกติกับขณะที่มีความต้องการ สูงในช่วงสั้น ๆ (Peak Output) ที่อาจเกิดขึ้นได้ตามปกติเช่น ตอนเปิดเครื่อง ใหม่ ๆ ที่มอเตอร์ของฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์อื่น ๆ บางตัวต้องใช้ไฟพร้อมกันในปริมาณมาก
ของมันว่า ทำได้ดีเพียงใด ตัวเลขหลักที่พูดถึงเสมอก็คือ สามารถจ่ายไฟได้สูงสุดเท่าใด (Output Rating) ในหน่วยเป็นวัตต์ ซึ่งเป็นตัวเลขคร่าว ๆ อาจไม่เพียงพอต่อการพิจารณาความสามารถ ในการจ่ายไฟจริงก็ได้ แท้ที่จริงแล้วจะต้องดูที่ความสามารถในการจ่ายกระแสได้สูงสุดสำหรับแต่ ละค่าแรงดันไฟฟ้าที่จ่ายออกมา และอาจจะต้องดูตัวเลขกำลังไฟฟ้ารวมของแรงดันไฟ +3.3V กับ +5V ว่ารวมแล้วไม่เกินกว่าเท่าใด เพราะมักจะมีผลกระทบต่อกัน (ขึ้นอยู่กับการออกแบบ) ตัวเลขการจ่ายไฟของไฟ + 12V ก็อาจจะมีแสดงทั้งตัวเลขขณะจ่ายไฟต่อเนื่องตามปกติกับขณะที่มีความต้องการ สูงในช่วงสั้น ๆ (Peak Output) ที่อาจเกิดขึ้นได้ตามปกติเช่น ตอนเปิดเครื่อง ใหม่ ๆ ที่มอเตอร์ของฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์อื่น ๆ บางตัวต้องใช้ไฟพร้อมกันในปริมาณมาก
ตัวอย่าง
ไฟขาออกของเพาเวอร์ซัพพลาย (ที่โฆษณาว่ามี) ขนาด 250 วัตต์ตัวหนึ่ง
โดยจ่ายไฟได้สูงสุด 250 วัตต์ตลอดเวลา (Continuous
Total DC Output Pattern) ดังนี้
|
แรงดัน
|
จ่ายกระแสได้สูงสุด
(แอมแปร์)
|
คิดเป็นกำลังไฟฟ้า
(วัตต์)
|
|
+12
|
13
|
12
x 13 = 156
|
|
+5V
|
25
|
5
x 25 = 125
|
|
+3.3V
|
16
|
3.3
x 16 = 52.8
|
|
-5V
|
0.3
|
5
x 0.3 = 1.5
|
|
-12V
|
1.2
|
12
x 1.2 = 14.4
|
|
รวม
+5V และ +3.3V
|
-
|
ต้องไม่เกิน
150
|
|
รวม
|
-
|
156+150+1.5+14.4
= 321.9
|
สังเกตว่ามีการบอกค่าสูงสุดของกำลัง ไฟฟ้ารวมสำหรับ +3.3V และ +5V ว่าต้องไม่เกินเท่าไหร่ด้วย จึงต้องใช้ค่ารวมนี้แทนการบอกแยกกัน
ดังที่แสดงไว้ในตัวอย่างข้างต้น นอกจากนี้ค่ากำลังไฟรวมทั้งหมดที่เราบวกเองจากทุกแรงดันรวมกัน
(321.9 วัตต์) ก็เป็นค่า Peak คือสูงสุดชั่วขณะหนึ่ง
ๆ ซึ่งค่านี้ปกติจะมากกว่ากำลังไฟแบบต่อเนื่องที่จะต้องไม่เกิน 250 วัตต์เท่านั้น
การเลือกซื้อ Power
Supply
ปกติแล้วมักจะไม่ค่อยมีการเลือกซื้อเพาเวอร์ ซัพพลายกันนัก ถ้าไม่ใช่เนื่องจากตัวเก่าที่ใช้อยู่เกิดเสียหายโดยมากเราจะเลือกซื้อกันที่
เคสของเครื่องมากกว่าซึ่งเกือบทั้งหมดจะขายมาพร้อมกับเพาเวอร์ซัพพลายเลยและ มักจะมีขนาดเหมาะสมกับตัวเครื่อง
คือ ถ้าเครื่องเล็ก ๆ ใส่อุปกรณ์เพิ่มเติมได้ไม่มากก็จะให้เพาเวอร์ซัพพลายขนาดเล็ก
แต่ถ้าเครื่องใหญ่ก็จะใส่ตัวใหญ่ การเลือกซื้อมีวิธีการดังนี้
- ถ้าใช้เครื่องรุ่นเก่าให้เลือกซื้อขนาด
300 วัตต์
- ถ้าเป็นรุ่นใหม่ขึ้นมาหรือ P4 ควรเลือกใช้ขนาด 350 วัตต์
- ถ้าปัจจุบันใหม่ขึ้นมาควรเพิ่มขนาดเป็น 400 วัตต์
การตรวจเช็คอาการเสียของเพาเวอร์ซัพพลาย- ถ้าเป็นรุ่นใหม่ขึ้นมาหรือ P4 ควรเลือกใช้ขนาด 350 วัตต์
- ถ้าปัจจุบันใหม่ขึ้นมาควรเพิ่มขนาดเป็น 400 วัตต์
Power Supply ที่อยู่ในสภาพไม่พร้อมใช้งาน จะเป็นสาเหตุให้อุปกรณ์อื่นๆในคอมพิวเตอร์เสียหายได้ โดยเฉพาะ Harddisk ดังนั้นการหมั่นตรวจสอบสภาพของ Power Supply อยู่เสมอ ถ้าพบว่าเสียหายควรซ่อมแซมหรือเปลี่ยนตัวใหม่ ก่อนที่จะสายเกินไป
Power Supply มี 2 แบบ
แบบที่ 1. แบบ Linear มีหม้อแปลงใหญ่ขนาดใหญ่ ตัดวงจรโดย Fuse
แบบที่ 2. แบบ Switching มี Transistor ทำหน้าที่ตัดวงจร
2.1 แบบ XT มีขนาดใหญ่ มีหัวเดียว 12 เส้น มี Switch ปิด-เปิดอยู่ด้านหลัง Power Supply
2.2 แบบ AT เล็กกว่า XT มีหัวเสียบ 2 หัว คือ P8 , P9 มีสวิทช์ปิด-เปิดโยงจาก Power Supply
มายังหน้า Case
2.3 แบบ ATX มีหัวเสียบเดียว 20 เส้น ไม่มี Switch ปิด-เปิด เมื่อสั่ง Shut Down จาก Program
เครื่องจะปิดเองโดยอัติโนมัติ
* ถ้าต้องการตรวจสอบการใช้งานในขณะที่ไม่ได้ต่อกับ Mainboard ให้ Jump สายสีเทา (หรือสีเขียว) กับสีดำ พัดลมของ Power Supply จะหมุน แสดงว่าใช้งานได้
การใช้มิเตอร์วัดไฟ Power Supply
ดำ + ดำ = 0 V
ดำ + แดง = 5 V
ดำ + ขาว = -5 V
ดำ + น้ำเงิน = -12 V
ดำ + ส้ม = 5 V
ดำ + เหลือง = 3.3 V
ดำ + น้ำตาล = 12 V
* เข็มมิเตอร์ตีกลับ ให้กลับสาย ใช้ค่า ติด -
*AC=220 V (L กับ N)
L1 380 Vac
L2 380 Vac
L3 380 Vac
N Nutron , G ไม่มีไฟ
*230W (23A) - 300W (30A)
โดย W=V*I
ส่วนของ Power Supply ที่สามารถตรวจซ่อมได้
1. Fuse
2. Bridge
3. Switching
4. IC Regulator
5. C ตัวใหญ่
6. IC
วงจรเพาเวอร์ซัพพลาย
(Block Diagram)
นอกเหนือไปจากแรงดันไฟฟ้าที่จำเป็นแล้ว เพาเวอร์ซัพพลายเองจะต้องมีสัญญาณเข้าและ
ออกอีกมากมาย เพื่อการทำงานกับเมนบอร์ดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้
"Power Good"คือ สัญญาณบอกว่ามีไฟเลี้ยงแล้วจ้า โดยทันทีที่เราจ่ายไฟให้กับเพาเวอร์ซัพพลาย เช่นด้วยการเปิดสวิทซ์เครื่อง เมนบอร์ดจะยังไม่เริ่มทำงานจนกว่าเพาเวอร์ซัพพลายส่งสัญญาณ Power Good นี้ออกมา ก็คือรอจนกว่าเพาเวอร์ซัพพลายจะตรวจสอบเสร็จว่าไฟเลี้ยงต่าง ๆ ที่จ่ายออกมาอยู่ในระดับที่ต้องการและคงที่แล้ว ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาประมาณครึ่งวินาที เวลาเพียงเท่านี้คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันสามารถทำงานได้นับล้านคำสั่ง จึงต้องใช้สัญญาณนี้หยุดไว้ยังไม่ให้เริ่มทำงานจนกว่าแรงดันไฟฟ้าจะสมบูรณ์ นั่นเอง บางครั้งจะเรียกสัญญาณนี้ว่า Power OK หรือOK
ในกรณีที่เพาเวอร์ซัพพลายเกิดปัญหาขึ้นในระหว่างที่ทำงานอยู่ สัญญาณนี้ก็จะหายไปเช่น อาจเกิดจากไฟตก ไฟกะพริบ ซึ่งคอมพิวเตอร์ก็จะหยุดทำงานไปจนกว่าสัญญาณนี้จะกลับมาใหม่ ก็ทำให้เหมือนเครื่องถูกรีเซ็ตได
สัญญาณ Power Good นี้มีมาตั้งแต่เพาเวอร์ซัพพลายตัวแรกของเครื่องพีซี มีลักษณะเป็นแรงดันไฟ +5 โวลต์ ซึ่งเพาเวอร์ซัพพลายราคาถูก ๆ บางตัวอาจจะไม่มีวงจรอะไรพิเศษ
"Soft Power"เครื่องพีซี สมัยก่อนและที่ปัจจุบันเรียกว่า แบบ AT จะมีสวิทซ์เปิดปิดวงจรไฟฟ้าที่จ่ายเข้าไปให้กับเพาเวอร์ซัพพลายโดยตรงเหมือ นสวิทซ์ปิดเปิดไฟตามบ้านทั่วไป แต่ในยุคของเครื่องแบบ ATX ซึ่งรวมไปถึง NLX , SFX และ WTX ได้เปลี่ยนวิธีการปิดเปิดเครื่องไปเป็นการใช้สัญญาณบอกให้เพาเวอร์ซัพพลาย เปิดหรือปิดเครื่อง เหมือนกับการใช้รีโมตคอนโทรลเปิดปิดทีวีสมัยนี้นั่นเอง วิธีการแบบนี้เรียกว่า Soft Power ซึ่งทำให้ Windows สามารถสั่งปิดเครื่องได้และผู้ใช้สามารถเปิดคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีการอื่น ๆ เช่น กดปุ่มบนคีย์บอร์ดแทนการกดสวิทซ์หน้าเครื่อง
"Power on"สัญญาณที่ใช้เปิด ปิดเครื่องนี้เรียกว่า Power on หรือ PS on ซึ่งจะเป็นไปได้ก็คือจะต้องมีไฟเลี้ยงเครื่องอยู่เล็กน้อยตลอดเวลา เหมือนกับที่คุณเห็นทีวีมีไฟเรืองแสงอยู่ ไฟเลี้ยงนี้เรียกว่า +5V Stand by หรือ +5V SB ซึ่งเป็นไฟ +5 โวลต์ที่จ่ายออกมาจากเพาเวอร์ซัพพลายอยู่ตลอดเวลาแม้ว่าจะสั่งปิดไปแล้วก็ ตาม นอกจากจะจ่ายเพื่อให้สามารถเปิดปิดเครื่องในแบบsoft Power ได้แล้วยังช่วยให้สามารถสั่งเปิดเครื่องด้วยสัญญาณอื่น ๆ ได้อีก ได้แก่ เมื่อมีโทรศัพท์เข้ามาที่โมเด็ม (Wake on Ring) หรือผ่านทางระบบเครือข่าย (Wake on LAN)
นอกเหนือไปจากที่กล่าวมาแล้ว เพาเวอร์ซัพพลายบางตัวยังอาจจะมีสัญญาณอื่น ๆ ซึ่งได้กำหนดไว้ในมาตรฐานแล้ว่าไม่จำเป็น คือ อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ เช่น +3.3V SB (Stand by)ในเพาเวอร์ซัพพลายแบบ ATX , สัญญาณ Fan ON/OFF ในเพาเวอร์ซัพพลายแบบ SFX และสัญญาณอื่น ๆ ในเพาเวอร์ซัพพลายแบบ ATX และ NLX ดังนี้
"+3.3V Sense" เป็นตัวบอกกับเมนบอร์ดว่าไฟเลี้ยง +3 นั้นอยู่ในสถานะที่ดีหรือไม่เพื่อแสดงสถานะของไฟเลี้ยง +3.3V ซึ่งถือได้ว่าสำคัญมากเนื่องจากใช้เลี้ยงซีพียูและ RAM นั่นเอง โดยไฟ +3.3V อาจจะตกโดยที่ไฟอื่น ๆยังดีอยู่ก็เป็นได้
"Fan C" เป็นสัญญาณควบคุมพัดลม เพื่อให้ความเร็วพัดลมของเพาเวอร์ซัพพลายเปลี่ยนแปลงหรือหยุดไปได้ เช่น เมื่อเครื่องเข้าสู่ Stand by mode ก็สั่งหยุดพัดลมของเพาเวอร์ซัพพลายด้วยการส่งสัญญาณที่ต่ำกว่า 1 โวลต์ไป
"Fan M" ใช้คู่กับ Fan C เป็นสัญญาณ monitor เพื่อตรวจสอบว่าขณะนี้พัดลมของเพาเวอร์ซัพพลายหมุนด้วยความเร็วเป็นอย่างไร เพื่อจะเตือนหรือหยุดการทำงานของซีพียูถ้าพัดลมทำงานผิดปกติ เพื่อป้องกันความเสียหายเมื่อระบบระบายความร้อนมีปัญหา
สัญญาณของเมนบอร์ด ATX
นอกจากนี้ในเพาเวอร์ซัพพลายแบบของเมนบอร์ด ATX ยังเพิ่มสัญญาณต่อไปนี้อีกด้วย
"Sleep" สั่งให้เพาเวอร์ซัพพลายเข้าสู่ Sleep mode
"+3.3V" AUX เป็นไฟ + 3.3V Stand by เหมือนกับของ +5V
"+5V Sense" ใช้บอกสถานะของไฟ +5V เหมือนกับของ +3.3V
อุปกรณ์ในคอมพิวเตอร์
กำลังวัตต์ที่อุปกรณ์ใช้
หน่วยประมวลผล
CPU
15 - 45 วัตต์
Mainboard
20 - 30 วัตต์
Hard
disk 5 - 15 วัตต์
CD-ROM
drive 10 - 25 วัตต์
หน่วยความจำ
RAM
5 - 11 วัตต์
Floppy
disk drive 5 วัตต์
การ์ดแสดงผล
AGP
20 - 30 วัตต์
การ์ด
PCI
เช่นการ์ดเสียง 5 วัตต์
การ์ด
SCSI
20 - 25 วัตต์
การ์ด
LAN
4 วัตต์ พัดลมระบายความร้อน 2 - 4 วัตต์
ประเภทของพาวเวอร์ซัพพลาย
ประเภทของ Power Supply แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่คือ
- AT เป็นแหล่งจ่ายไฟที่นิยมใช้กันในประมาณ 4-5 ปีก่อน (พ.ศ. 2539) โดยปุ่มเปิด - ปิด การทำงานเป็นการต่อตรงกับแหล่งจ่ายไฟ ทำให้เกิดปัญหากับอุปกรณ์บางตัว เช่น ฮาร์ดดิสก์ หรือซีพียู ที่ต้องอาศัยไฟในชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่จะเปิดเครื่อง (วิธีดูง่ายๆ จะมีสวิตซ์ปิดเปิด จากพาวเวอร์ซัพพลายติดมาด้วย)
- ATX เป็นแหล่งจ่ายไฟที่นิยมใช้ในปัจจุบัน โดยมีการพัฒนาจาก AT โดยเปลี่ยนปุ่มปิด - เปิด ต่อตรงกับส่วนเมนบอร์ดก่อน เพื่อให้ยังคงมีกระแสไฟหล่อเลี้ยงอุปกรณ์ก่อนที่จะปิดเครื่อง ทำให้ลดอัตราเสียของอุปกรณ์ลง โดยมีรุ่นต่างๆ ดังนี้
- ATX 2.01 แบบ PS/2 ใช้กับคอมพิวเตอร์ทั่วๆไปที่ใช้ตัวถังแบบ ATX สามารถใช้ได้กับเมนบอร์ดแบบ ATX และ Micro ATX
- ATX 2.03 แบบ PS/2 ใช้กับคอมพิวเตอร์แบบ Server หรือ Workstation ที่ใช้ตัวถังแบบ ATX (สังเกตว่าจะมีสายไฟเพิ่มอีกหนึ่งเส้น ที่เรียกว่า AUX connector)
- ATX 2.01 แบบ PS/3 ใช้กับคอมพิวเตอร์ที่ใช้ตัวถังแบบ Micro ATX และเมนบอร์ดแบบ Micro ATX เท่านั้น
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)